ประวัติองค์เทพเจ้า

 
 
  กวนอู เล่าปี่ เตียฮุย ไต่ฮงโจวซือ
  หวังต้าเซียน จี้กง ฮ้อเอี้ยฮุ้งเซี้ยโจ้ว พระโพธิสัตว์
» ไท้เสียงเหล่ากุง » ลี้ทิไกว้ » ฮั่นเจ็งลี้ » หลือต้งปิง
» ฮั่นเซียงจื้อ » เฉ่าก๊กกู๋ » หน่าไฉฮั้ว » ฮ้อเซียงโกว
» เตียก๊วยเล่า      
 
กลับไปหน้าแรก
ประวัติพุทธสมาคม
 
การไหว้
 
     
   
อักษรจีน: 李鐵拐 / 李铁拐
ภาษาจีนแต้จิ๋ว: ทิก๋วยลี้
ภาษาจีนกลาง: หลี่เถียไกว่
(Lǐ Tiě Guǎi)

ความหมายของชื่อ:

=
Lǐ อ่านว่า หลี่ 
เป็นแซ่หนึ่งของชาวจีน ทั้งยังเป็น ชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง มีผลกินได้ ฝรั่งเรียกว่า "plum" มีรสชาติหวาน อมเปรี้ยว
=

Tiě อ่านว่า เถี่ย
แปลว่า เหล็ก

= Guǎi อ่านว่า ไกว่
แปลว่า ไม้ค้ำ, ไม้เท้า
 
     

ลี้ทิไกว้โจวซือ เป็นเซียนองค์ที่หนึ่งของโป๊ยเซียน โดยได้ชื่อว่า เป็นเซียนแห่งยาและการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  “เถียไกว่” หรือ “ทิไกว้” เป็นฉายาของท่าน หมายถึง "ไม้เท้าเหล็ก"  ซึ่งมาจากลักษณะของท่าน ที่มีขาข้างหนึ่งพิการ และต้องใช้ ไม้เท้าเหล็กคอยค้ำพยุงเวลาเดิน จึงกลายเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า “หลี่ไม้เท้าเหล็ก” หรือ “หลี่เถียไกว่”


ลี้ทิไกว้โจวซือ เดิมแซ่ลี้ (จีนกลาง: หลี่) ชื่อง้วน (จีนกลาง: เหียน) เป็นชาวแคว้นสู่ (
: ปัจจุบันอยู่ในเขตมณฑลเสฉวน) เกิดในสมัยราชวงศ์จิว  เดิมทีนั้น องค์ลี้ทิไกว้โจวซือถือได้ว่าเป็นเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ที่มีความรู้ สติปัญญาเฉลียว ฉลาด ว่องไว ท่านเป็นคนอิสระ รักความสงบวิเวก มีใจฝักใฝ่ในการถือศีลกินเจ ประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญเพียร ภาวนา สมาธิ เป็นนิจ มุ่งแสวงหาทางบรรลุมรรคผล ด้วยการออกบำเพ็ญเพียรในถ้ำลึกกลางป่า ท่านเพียรสมาธิภาวนาด้วยความแน่วแน่ อยู่หลายปี แต่ก็ยังไม่บรรลุผลอย่างไร จึงมาหวนคิดว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะท่านขาดผู้เป็นอาจารย์ที่จะอบรม แนะนำสั่งสอน เมื่อคิดได้ดังนั้น ท่านจึงออกเดินทางมุ่งตรงไปยังเขาเล่งห่วยหวย อันเป็นสำนักของท่านลีเหล่ากุน (องค์ไท้เสียงเหล่ากุง) อันเป็นหนทางทุรกันดารยิ่งได้ บุกป่าข้ามเขาข้ามห้วยลูกแล้วลูกเล่า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยยาก ลำบากเป็นเวลาแรมเดือน จึงบรรลุเป้าหมาย แลขึ้นไปเห็นยอดเขาสูงเทียมเมฆ ทอดเทือกยาวสุดที่จะประมาณได้ แน่น ขนัดไปด้วยป่าสนที่สูงลิ่ว และมีลำต้นใหญ่มหึมา คะเนอายุน่าจะเป็นร้อยๆ พันๆปี ณ เวลาอาทิตย์อัสดง หมู่เมฆเคลื่อน ลอยเลื่อนละไปตามไหล่เขาและยอดเขา แปรเปลี่ยนสีสลับเลื่อมพรายน่าดูยิ่งนัก ทั้งยังเสียงนกสกุณชาติใหญ่น้อยที่โผผิน บินเกาะไปมา ก็ส่งเสียงร้องประสานขานขันอย่างไพเราะรื่นรมย์ใจ หลี่เหียนจึงได้หยุดพัก นั่งชมนก และหมู่ไม้อย่าง เพลิดเพลินจนมืดค่ำ จึงได้เดินตรงไปยังประตูถ้ำ ยกมือขึ้นหมายจะเคาะเรียก แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าขณะนี้เป็นเวลาค่ำมืดแล้ว ใช่กาลที่จะเข้าไปรบกวน ทำลายความสงบของท่านผู้วิเศษ ทั้งยังดูเป็นการไม่ให้ความเคารพอีกด้วย ท่านจึงตัดสินใจนอน ค้างแรมตามพุ่มไม้แถวนั้น แล้วพรุ่งนี้จึงค่อยเข้าไปคำนับ ขอท่านเป็นศิษย์


เวลาเช้ารุ่งขึ้น ขณะที่องค์ลีเหล่ากุน และอวนคูเซียนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ภายในถ้ำ ก็มีลมพัดพาเอากลิ่นดอกไม้หอม ระรื่นเข้ามาภายในถ้ำ ซึ่งเป็นที่ผิดสังเกตกว่าทุกวัน องค์ลีเหล่ากุนจึงได้บอกกับอวนคูเซียนว่า "ท่านพอจะทราบเหตุหรือไม่ ว่า ที่ลมพัดเอากลิ่นดอกไม้หอมประหลาดเข้ามาเช่นนี้ เป็นเพราะมีผู้วิเศษมาหาเราถึงสำนัก ข้าพเจ้าได้ตรวจดูบัญชีเซียน ทั้งปวงแล้ว เห็นว่าหลี่เหียนผู้นี้ เห็นจะได้สำเร็จเป็นเซียนในไม่ช้า และบัดนี้เค้าก็ได้มานอนอยู่ใกล้ประตูสำนัก แห่งเราแล้ว" อวนคูเซียนได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้เต้าหยินน้อยผู้เป็นศิษย์สองคนออกไปดู พอเต้าหยินน้อยออกมาถึงหน้าถ้ำ ก็พอดีเห็น นักพรตผู้หนึ่ง รูปร่างสง่างามผิว พรรณผ่องใส เดินออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ตรงข้ามกับประตูถ้ำ จึงตรงเข้าไปคำนับถามว่า

  เต้าหยินน้อย: "ท่านผู้แซ่หลี่ใช่หรือไม่"
  หลี่เหียน: "เหตุใดท่านทั้งสองจึงรู้จักเรา"
  เต้าหยินน้อย: "ท่านลีเหล่ากุน อาจารย์ของข้าพเจ้าบอกแก่อวนคูเซียนว่า ท่านแซ่หลี่ จะมาถึงยังสำนักในวันนี้ จึงได้ให้ข้าพเจ้าทั้งสองออกมาคอยรับ"

หลี่เหียนได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี รำพึงว่าอันตัวเรากับอาจารย์ลีเหล่ากุน แต่ชาติก่อนคงจะได้เคยอุปถัมภ์กันมา ท่านจึงได้ ล่วงรู้ถึงการมาของเราดั่งนี้ การที่เราอุตส่าห์พยายามมุ่งหน้ามาครั้งนี้ คงจะเป็นผลสมความประสงค์เป็นแน่ คิดแล้วก็ตาม เต้าหยินน้อยเข้าไปภายในถ้ำ เห็นท่านลีเหล่ากุนนั่งอยู่บนอาสนะ มีฉวีวรรณสดชื่นผ่องใสปรากฏเบ็ญจรังสีอยู่รอบกาย ถัดมาเบื้องขวาเห็นเซียนผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ท่าทางสง่างามผึ่งผาย ผมขาว ตายาว คิ้วยาว ดั่งวาด นั่งอยู่ด้วย หลี่เหียนก็ตรง เข้าไปประสานมือทำความเคารพด้วยความปลื้มปิติ ท่านผู้สำเร็จทั้งสองก็คำนับตอบ จากนั้นลีเหล่ากุนก็ได้บอกให้หลี่เหียน นั่งในที่อันได้จัดไว้ แต่ท่านก็ไม่ยอมนั่ง ทั้งยังทำคำความเคารพอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกล่าวว่า

  หลี่เหียน:
"อันตัวข้าพเจ้านี้ต่ำศักดิ์ ทั้งสติ ปัญญาก็น้อย เป็นผู้โง่เขลา ได้แต่เพียรพยายาม บำเพ็ญภาวนาโดยลำพังตน ปราศจากอาจารย์ผู้ชี้แนะ จึงมิได้บรรลุผล ข้าพเจ้าจึง ดั้นด้นบุกป่าฝ่าดง มาด้วยความอุตสาหพยายาม มิเห็นแก่ชีวิต เพื่อมุ่งมาขอกราบ เท้าท่านอาจารย์ มอบตัวเป็นศิษย์ ให้ท่านอาจารย์เมตตาอนุเคราะห์ ช่วยอบรม สั่งสอนข้าพเจ้า จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่ข้าพเจ้าจะนั่งตีตนเสมอท่าน อาจารย์ เพียงแค่ได้ยืนคอยรับโอวาทจากท่าน ก็นับว่าเป็นความเมตตาของท่าน อาจารย์มากแล้ว"
  ลีเหล่ากุน:
"เรากับเจ้านั้นได้พบกันในวันนี้ ก็เพราะได้เคยอุปถัมภ์ช่วยเหลือกันมาแต่ชาติ ปางก่อน มาคราวนี้ เราก็จะได้ช่วยกันอีก ฉะนั้นขอให้เจ้าจงรับโอวาทปฏิบัตินี้ไป เจ้าจงพยายามสงบอารมณ์ทั้งมวลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมาจาก ภายนอก หรือภายใน ร่างกาย เมื่ออารมณ์และร่างกายสงบแล้ว กามราคะทั้งหลายก็จะไม่เกิด เมื่อกาม ระคะสิ้นไป กิเลสทั้ง ปวงก็จะหายไป และเมื่อกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว จิตก็จะผ่อง ใสขาวบริสุทธิ์ หากปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็จะถึงซึ่งความเกษมสุขเป็น อมตะ"

เมื่อหลี่เหียนได้รับโอวาทนั้น ก็บังเกิดปิติซาบซึ้ง มีความเข้าใจถ่องแท้ในวัตรปฏิบัติของเซียน จึงก้มตัวลงกราบที่พื้น แล้ว พูดว่า "โอวาทของท่านอาจารย์ที่ให้แก่ข้าพเจ้านี้ เป็นหลักใหญ่แห่งการบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง ซึ่งข้าพเจ้ามิเคยได้ยิน มาก่อนเลย" พร้อมทั้งหันไปคำนับอวนคูเซียนครั้งหนึ่ง อวนคูเซียนจึงว่า "ชื่อของท่านนั้น ได้ปรากฏในบัญชีเซียนแล้ว ต่อ ไปนี้ จงหมั่นปฏิบัติตามโอวาทคำสอนของท่านอาจารย์ลีเหล่ากุนเถิด ในไม่ช้าก็จะได้บรรลุผลสำเร็จแห่งเซียนภาวะเป็นแน่ แท้" จากนั้นอวนคูเซียนก็สั่งให้เต้าหยินผู้น้อยผู้เป็นศิษย์ไปส่งหลี่เหียน หลี่เหียนคุกเข่าลงกราบท่านลีเหล่ากุนสามครั้ง ใน ฐานะศิษย์คำนับอาจารย์ แล้วคำนับลาอวนคูเซียน เดินตามเต้าหยินน้อยออกจากถ้ำ กลับคืนสู่สำนักเดิม


ครั้นเมื่อหลี่เหียนกลับมาถึงสำนักแล้ว ก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียรตามโอวาทของท่านลีเหล่ากุน เจริญภาวนา สำรวมจิตมั่น จนใน ที่สุด หลี่เหียนก็สามารถถอดจิตออกจากร่าง และใช้กายทิพย์ล่องลอยไปไหนต่อไหนได้ทุกหนแห่งตามความต้องการ ต่อมาเมื่อผู็คนรู้ว่าหลี่เหียนได้สำเร็จฌานสมาบัติแล้ว ต่างก็มีความนับถือ และขอปวารณาตนเป็นศิษย์หลี่เหียนจำนวนมาก จนกระทั่งอยู่มาวันนึง ขณะที่หลี่เหียนกำลังอบรมสั่งสอนบรรดาศิษย์อยู่ ก็ได้เห็นเบ็ญจรังสีส่องลอดเข้ามาตามช่องหน้าต่าง จึงได้สงบจิตพิจารณา ก็แจ้งว่าท่านลีเหล่ากุนผู้เป็นอาจารย์กับอวนคูเซียนกำลังจะมาที่สำนัก เมื่อแหงนหน้าดู ก็พบกับ อาจารย์ลีเหล่ากุน และอวนคูเซียนมาหาตน หลี่เหียนดีใจยิ่งนัก จึงคุกเข่าลงกราบสามครั้ง ท่านลีเหล่ากุนเห็นแล้ว ก็หัวเราะ ด้วยความพอใจแล้วพูดว่า "เราแจ้งในความรำพึงคิดของเจ้าตลอดแล้ว เรามีความพอใจในการปฏิบัติตามโอวาทของเจ้ายิ่ง นัก แต่ที่เรามาในวันนี้ ด้วยเราจะมาแจ้งแก่เจ้าว่า ต่อแต่นี้ไปอีก 10 วัน ให้เจ้านั้นถอดจิตไปกับเรา" ว่าแล้วลีเหล่ากุน และ อวนคูเซียนก็ลากลับไป


ฝ่ายหลี่เหียน เมื่อส่งอาจารย์กลับไปแล้ว ก็เข้าปฏิบัติบำเพ็ญเจริญสมาธิภาวนาด้วยความขะมักเขม้น จนวันคืนล่วงผ่านไป จนครบกำหนด 10 วัน ตามที่ท่านลีเหล่ากุนผู้อาจารย์ได้สั่งไว้ ท่านจึงได้เรียก ลูกศิษย์เอกนามว่า "แปะอี / เอี้ยะจื้อ" (ต่อ มาก็คือ แปะอีเซียนท้ง) มาสั่งว่า "วันนี้เราจะถอดจิตออกไปหาท่านลีเหล่ากุน ผู้เป็นอาจารย์ของเรา ตามที่ท่านได้สั่งไว้ เราขอฝากให้เจ้า เป็นผู้รักษาร่างของเราไว้ เป็นกำหนดเวลา 7 วัน ในวันที่ 7 เราจะกลับมาเข้าร่างตามเดิม แต่หากเมื่อครบ กำหนด 7 วันแล้ว เรายังไม่กลับมาเข้าร่าง เจ้าจงเอาไฟเผาร่างของเราเสียเถิด เพื่อมิให้ผู้ใดรู้ และเกิดความยุ่งยากต่อไป แต่สำหรับในระหว่าง 7 วันนี้ เจ้าจงระวังรักษาร่างให้ดี อย่าให้เป็นอันตรายได้" เมื่อหลี่เหียนได้สั่งศิษย์เรียบร้อยแล้ว ก็เข้า ฌานถอดจิตไปพอองค์ลี่เหล่ากุนยังเขาเล่งห่วยหวยโดยพลัน


ฝ่ายแปะอีผู้เป็นศิษย์ เมื่ออาจารย์ได้ถอดวิญญาณไปแล้ว ก็ได้เอาใจใส่ดูแลรักษาร่างของอาจารย์เป็นอย่างดีตลอดมา ทำ เช่นนี้อยู่จนย่างเข้าวันที่ 3 ทางบ้านของแปะอีได้มาแจ้งว่า มารดาของเค้ากำลังป่วย ให้รีบกลับบ้านโดยเร็ว แต่แปะอี ด้วย ความเป็นห่วงอาจารย์จึงไม่ได้กลับไป จนล่วงเข้า วันที่ 6 คนใช้ที่บ้านแปะอี ก็ได้กลับมาแจ้งเค้าอีกครั้ง ว่ามารดาของเค้า กำลังป่วยหนักมาก ถ้ายังช้าอยู่ อาจไม่ทันการ แปะอีได้ฟังดังนั้นก็ร่ำไห้บอกว่า "อาจารย์ได้สั่งเราให้ระวังรักษาร่างของ ท่านไว้ 7 วัน แล้วท่านจะกลับมาเข้าร่างเมื่อครบวันที่ 7 วันนี้เป็นวันที่ 6 หากเราไปรักษาแม่ ใครเล่าจะเป็นผู้ดูแลร่าง อาจารย์แทนเรา" คนใช้ของแปะอีได้ยินดังนั้ง จึงพูดว่า "นี่ก็ตั้ง 6 วันผ่านไป ตับไตไส้พุงของอาจารย์ท่านคงจะเน่าเปื่อยไป หมดแล้ว จะฟื้นคืนมาได้อย่างไร อีกประการขอให้ท่านพิจารณาดู อันอาจารย์นั้นได้อุปถัมภ์สั่งสอนศิษย์ เมื่อเติบใหญ่แล้ว เท่านั้น แต่มารดานั้นได้เลี้ยงดูอุปถัมภ์มาแต่อ้อนแต่ออก ฉะนั้นการที่ท่านจะเอาบุญคุณของอาจารย์ มาเทียบกับคุณของ มารดานั้นไม่ควร และถ้าอาจารย์ท่านจะฟื้นคืนร่าง ป่านนี้ก็คงฟื้นมาแล้ว แต่นี้ข้าพเจ้ามาพิจารณาเห็นว่า ท่านคงสำเร็จเป็น เซียนไปแล้ว คงจะไม่กลับคืนมาอีกเป็นแน่ อีกประการหนึ่ง หากท่านทอดทิ้งร่างอาจารย์ไป ก็เพียงแต่ไม่รักษาสัญญาเท่า นั้น แต่หากท่านไม่ไปรักษาดูแลมารดาของท่านที่กำลังป่วยหนักนี้สิ ถ้าบังเอิญมารดาของท่านเสียไป ไหนเลยท่านจะพ้น คำครหาว่าท่านอกกตัญญู ข้าพเจ้ามีความเห็นอย่างนี้ ขอท่านจงพิจารณาเอาเองเถิด"


แปะอีได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย แต่ครั้นจะทิ้งร่างอาจารย์ไว้เฉยๆ ก็เกรงจะมีใคร มาทำอันตรายกับร่างของอาจารย์ คิดไป คิดมาอยู่หลายตลบ นึกถึงคำสั่งของผู้เป็นอาจารย์ หากครบ 7 วัน ท่านยังไม่กลับมา ก็ให้เผาร่างของท่านเสีย นี่ก็วันที่ 6 เข้าไปแล้ว อาจารย์ก็ยังไม่กลับมา แปะอีจึงตัดสินใจเผาร่างของอาจารย์ พร้อมทั้งจัดเครื่องเจบูชา ร่ำไห้คุกเข่าลงกราบ ขอขมาผู้เป็นอาจารย์ บอกเล่าถึงความจำเป็นที่ต้องกระทำดังนี้ จากนั้นก็รีบเก็บข้าวของออกเดินทางไปพร้อมกับคนใช้ แต่เมื่อถึงบ้าน ก็พบว่ามารดาของเค้านั้นได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว


ฝ่ายองค์ลีเหล่ากุนและอวนคูเซียน ก็ได้พาจิตของหลี่เหียนท่องเที่ยวไปตามสำนักเซียนทั้งสิ้น 36 สำนัก เพื่อร่ำเรียนวิชา, ข้อปฏิบัติ, เวทมนต์ และรับคำแนะนำต่างๆจากทุกสำนัก จนล่วงเข้าวันที่ 7 หลี่เหียนเริ่มรู้สึกกังวลกับร่างที่ถอดทิ้งไว้ยัง สำนัก เกรงศิษย์จะเป็นห่วง จึงบอกลาต่ออาจารย์ ท่านลีเหล่ากุนได้ยิน ก็หัวเราะ แล้วกล่าวเป็นโศลกเป็นปริศนาว่า

           " ระแทะเปล่าเข้าทางจร
ผ้าขาดกลาดเกลื่อนลาน
อาลัยร่างกายเก่า
           กายาจะมีมา
ครั้นและจะเปะปะ
แต่จิตไม่หมองมล
แล้วหยุดนอนหนุนข้าวสาร
พอพานพบก็หยิบมา
กลับเป็นเถ้าถมสุธา
หน้าตาไหม้คงได้ผล
ก้าวเกะกะตามถนน
ดลฤทธิ์ยิ่งทุกสิ่งอันฯ "



 
รูปปั้นองค์ลี้ทิไกว้โจวซือ
ณ วิหารเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา ชั้น 2

 
ฝ่ายหลี่เหียนได้ฟังโศลกปริศนาในขณะนั้น ก็ยังไม่เข้าใจ ในความหมาย ทั้งวันนั้นก็เป็นวันครบกำหนด 7 วัน จึงมีแต่ ความกังวล เกรงว่าร่างจะเป็นอันตราย เมื่อได้กราบลา อาจารย์และอวนคูเซียนแล้ว ก็รีบกลับมายังสำนักโดยด่วน แต่เมื่อกลับมาถึง ก็ไม่เห็นร่างของตน ทั้งศิษย์ก็หายไปด้วย เหลือเพียงแต่โถกระดูก ท่านก็รู้ทันทีว่าผู้เป็นศิษย์คงเผา ร่างของตนเสียแล้ว ก็เสียใจเป็นอันมาก นึกติเตียนว่าศิษย์ ไม่น่าด่วนเผาร่างของท่านเลย หรือว่าศิษย์มีความจำเป็น เดือดร้อนอย่างไร จึงได้เข้าฌาณสมาธิเพื่อดูเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น จนได้ทราบถึงเรื่องราวทั้งหมด ถึงกระนั้นก็ดี ตัวท่าน เองยังไม่ได้เสียชิวิต ท่านจำต้องหาร่างใครซักคนมาแทน มิฉะนั้น หากครบ 7 วัน ท่านก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน พเนจร


ท่านจึงได้ออกหาร่าง ไปเรื่อยๆ จนเกือบจะข้ามผ่านวันที่ 7 ก็ไปพบเข้ากับร่างของคนที่เพิ่งจะเสียชีวิตมาไม่นาน นอน อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ด้วยอารามรีบร้อน ยามเกือบรุ่งสางที่เห็น อะไรไม่ค่อยชัด ท่านก็ตัดสินใจเข้าสวมร่างนั้นทันที โดยที่ ท่านเองก็ไม่รู้ว่าร่างนั้น มีลักษณะหน้าตาเป็นยังไง จน กระทั่งเมื่อรู้สึกตัว ก็พบว่า ร่างนั้นเป็นร่างของขอทานที่เพิ่ง จะสิ้นใจ ขาของเค้านั้นเสียไปหนึ่งข้าง ผมเผ้ารุงรัง ทั้งยังมี หน้าตาที่อัปลักษณ์ซะอีก    พลันบัดนั้น     หลี่เหียนก็ได้สติ

หวนระลึกถึงคำโศลกปริศนาของท่านอาจารย์ขึ้นมา
เกิดความสว่าง ในดวงปัญญา ตระหนักถึงเหตุการณ์ต่างๆ แต่อดีต และ ปัจจุบันได้โดยถ่องแท้ ขณะนั้นเอง องค์ไท้เสียงเหล่ากุงก็พลัน ปรากฏกายขึ้น และบอกกับท่านว่า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากลิขิตสวรรค์ ลิขิตสวรรค์ที่กำหนดให้ท่านต้องมาอยู่ในร่างนี้ ลิขิตสวรรค์ที่กำหนดให้ท่านมาเป็นเซียน และก็ เป็นลิขิตสวรรค์ที่ท่านจะต้องไปช่วยเหลือมวลมนุษย์ เมื่อพูดจบ ท่านก็มอบน้ำเต้าให้กับองค์ลี้ทิไกว้โจวซือไว้ เพื่อโปรด มนุษย์ และรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับผู้คนที่เจ็บป่วย


เมื่อองค์ลี้ทิไกว้โจวซือได้สำเร็จมรรคผลแล้ว ท่านก็นึกถึงศิษย์ของท่าน จึงเข้าฌานพิจารณามองไปยังศิษย์ ก็รู้ว่ามารดา ของศิษย์นั้น ได้เสียไปก่อนที่ศิษย์จะกลับไปถึง เกิดความสงสาร คิดว่าบัดนี้ตัวเราก็ได้บรรลุผลสำเร็จดั่งความปรารถนาแล้ว สามารถที่จะช่วยคนตายที่ยังไม่เน่าเปื่อยให้กลับคืนชีวิตขึ้นมาได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะไปช่วยมารดาของแปะอี ผู้เป็นศิษย์ ของเรา คิดดังนั้นท่านก็ออกเดินทางไปยังบ้านของแปะอี ครั้นไปถึง ก็ได้เห็นแปะอียืนร่ำไห้คร่ำครวญกอดโลงศพ แล้วก็ เงยหน้าขึ้น ถอนใจยาว ตามองดูกั้นหยั่นที่ติดอยู่ข้างฝา แสดงอาการดังจะฆ่าตัวตาย ท่านจึงเดินเข้าไปใกล้ศิษย์และพูดว่า

  ลี้ทิไกว้โจวซือ:
"อันการเกิดการตายนั้นเป็นธรรมดาของสัตว์โลก จะห้ามจะป้องกันนั้นไม่ได้ หน้าที่ของบุตรนั้น เมื่อบิดามารดาชีวิตอยู่ ก็ควรจะดูแลท่านให้ดี เมื่อท่านถึง
แก่ความตาย บุตรก็มีหน้าที่บรรจุศพ ทำการฝังเสียในที่อันสมควร เสร็จจาก
นั้นแล้ว ก็ทำการไหว้อุทิศกุศลไปให้ท่าน หน้าที่ของบุตรมีดังนี้ ก็แล้วร่างที่
นอนอยู่ในหีบศพนั้น เกี่ยวข้องเป็นอะไรกับท่านเล่า จึงเศร้า โศรกดูดังจะฆ่า
ตัวตายฉะนี้"

แปะอีได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ชายแก่ขอทาน รูปร่างพิการสกปรกผู้นี้มาแต่ไหน ดูเครื่องใช้ก็มีแต่น้ำเต้าที่สะพาย และไม้เท้า ที่ถืออยู่ ที่น่าอัศจรรย์และแปลกกว่าขอทานอื่น ก็เพียงแต่ กิริยาวาจา และสุ้มเสียงที่ช่างคล้ายกับอาจารย์ของเขาเสียจริงๆ จำจะเล่าความจริงให้แกได้รับรู้ไว้ ถึงแม้เราจะฆ่าตัวตาย ความติฉินนินทาก็คงจะลดหย่อนลงบ้าง เมื่อคิดดังนั้นแล้ว แปะอี จึงตอบชายขอทานผู้นั้นไปว่า

  แปะอี:
"ท่านผู้เฒ่าข้าพเจ้านี้ชื่อเอี้ยจื๊อ ผู้ที่อยู่ในโลงนี้เป็นมารดาของข้าพเจ้า" แล้ว
แปะอีก็เล่าเรื่อง ราวแต่ต้น จนจบให้องค์ลี้ทิไกว้ฟัง แล้วกล่าวว่า "ข้าพเจ้านี้
เป็นคนเลวผิดสัญญาต่อครูบาอาจารย์ที่ได้มอบความไว้วางใจให้     และยัง
อกตัญญูต่อมารดาผู้ให้กำเนิด โดยมิได้อยู่ดูแลรักษาพยาบาลท่าน มีความ
ผิดอย่างใหญ่หลวงถึงสองประการ คุณค่าของความเป็นคนดี   เป็นอันปราศ
หมดไปดั่งนี้แล้ว ก็ควรตายเสียดีกว่า จะอยู่ไปให้ได้รับความอัปยศ"

ว่าแล้ว แปะอีก็ชักกั้นหยั่นจะเชือดคอตาย องค์ลี้ทิไกว้จึงเข้าแย่งเอากั้นหยั่นไว้
แล้วพูดว่า

  ลี้ทิไกว้โจวซือ: "อันความกตัญญูนั้นอยู่ที่ใจ การที่ท่านมีน้ำใจดังที่ แสดงมานี้ นับว่าเป็นผู้
ที่ถึงพร้อมด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างดี  อนึ่ง การที่ท่านติเตียนตัว
เองว่า ไม่มีความกตัญญู รู้คุณบิดามารดานั้น   นั่นก็เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึง ความกตัญญูรู้คุณบิดามารดา  นั่นก็เป็นเครื่องชี้ให้เป็นถึงความกตัญญูอัน แท้จริงที่มีอยู่ในตัวท่าน  ขอท่านอย่าวิตกในการตายของมารดาท่านเลย ข้าพเจ้านี้เมื่อยังเที่ยวไปตามป่าเขาลำเนาไพร ถิ่นทุรกันดาร ได้มีวาสนา
พบกับท่านผู้วิเศษท่านหนึ่ง ได้ให้ยาแก่ข้าพเจ้าไว้  สำหรับช่วยผู้ที่มีคุณ-
ธรรมในเวลาคับขัน  มารดาของท่านเพิ่งตายเพียงสองวัน  ทั้งฤดูนี้ก็เป็น
ฤดูหนาว คงรักษาร่างกายไว้ได้คงยังไม่เน่าเปื่อย ลองเปิดโลง ให้ยากิน
บางทีบุญวาสนาอาจช่วยให้ฟื้นคืนมาได้ "

แปะอีได้ยินดังนั้น ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทรุดตัวลงกราบที่พื้น องค์ลี้ทิไกว้โจวซือจึงใช้ไม้เท้างัดฝาโลงออก จากนั้นก็นำยา (เรียกว่า เซียงตัง) ใส่ลงในชามละลายกับน้ำ แปะอีก็ทำการอ้าปากมารดา รับเอายามากรอกเข้าไปจนหมด ครู่หนึ่งมารดา ของแปะอีก็ฟื้นขึ้นมา เหมือนเพียงแค่หลับไปแล้วตื่นขึ้น แปะอีสุดแสนจะดีใจ ช่วยกันกับคนใช้พยุงมารดาออกจากโลง ผลัดเครื่องแต่งตัวเสียใหม่ แล้วจัดหาอาหารมาให้รับประทาน มีกำลังขึ้นเป็นปกติ เค้าจึงบอกแก่มารดาว่า มารดานั้นเจ็บ หนัก และได้หมดลมเสียไปแล้ว 2 วัน หากแต่โชคดีที่ท่านอาจารย์ผู้นี้มาพบเข้า ได้ให้ยาวิเศษกิน มารดาจึงได้มีชีวิตคืนมา ได้ มารดาของแปะอีได้ฟังบุตรชายเล่าให้ฟังดังนั้น ก็มีความปิติยิ่งนัก ลุกขึ้นคุกเข่ากราบองค์ทิไกว้ลี้โจวซือ ด้วยความ เคารพบูชาอันสูงสุด 3 ครั้ง แล้วก็ถามถึงชื่อ และแซ่เพื่อจักได้จำไว้เป็นที่เคารพบูชาต่อไปภายหน้า


องค์ลี้ทิไกว้โจวซือคำนับตอบ แล้วหันมาพูดกับแปะอีว่า "เอี้ยจื้อเอ๋ย เรานี้มิใช่คนอื่นใดหรอก ที่แท้ก็คือหลี่เหียน อาจารย์ ของเจ้าเอง" ยังความงุนงงให้กับแปะอีผู้เป็นศิษย์อย่างยิ่ง แปะอีจึงเอ่ยกับผู้เป็นเซียนตรงหน้าว่า "ท่านเซียน ท่านจะเป็น อาจารย์ของข้าไปได้อย่างไรกัน อาจารย์ของข้านั้นสิ้นไปแล้ว ทั้งท่านยังเป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี จะเป็นไปได้อย่างไร กัน" องค์ลี้ทิไกว้โจวซือจึงได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้แปะอีได้ฟังทุกประการ แปะอีจึงได้เข้าใจ และขอตามรับใช้ท่านนับแต่ นั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งสำเร็จตามอาจารย์ไป

   
 
     
 
 
Share |
 
ปฏิทินกิจกรรม
แกลลอรี่
ติดต่อสมาคม
 
 
     
Copyright © 2018    พุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ จีเพียวตั๊ว พ้งไล้ ซาจับอิกเซียวเกาะ ศรีราชา   สงวนลิขสิทธิ์
ถวายโดย บจ. พี. โอ. เอส. เทเลคอม (นายองอาจ ตรีกาญจโนทัย และครอบครัว) เพื่อเผยแผ่เป็นธรรมทาน
Developed by: bumblebeez    Contact : webmaster